การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ทำให้ภาครัฐของไทยยกระดับการควบคุมมลพิษขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ กฎหมาย CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่เปลี่ยนจากการบังคับใช้เฉพาะจุด มาเป็น "มาตรฐานระดับประเทศ" บทความนี้ ASE จะมาสรุปสาระสำคัญที่คุณต้องรู้เพื่อให้โรงงานดำเนินกิจการได้อย่างราบรื่น

13 ประเภทโรงงานที่ต้องติดตั้ง CEMS ตามกฎหมายใหม่
ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดให้โรงงานต้องติดตั้งเครื่องมือหรือเครื่องอุปกรณ์พิเศษเพื่อรายงานมลพิษอากาศจากปล่องระบาย พ.ศ. 2565 กำหนดให้กลุ่มอุตสาหกรรมดังต่อไปนี้ต้องติดตั้งระบบ CEMS:
- โรงไฟฟ้า: ที่มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไป
- โรงต้มน้ำ (Boiler): ที่มีขนาดตั้งแต่ 30 ตันไอน้ำต่อชั่วโมงขึ้นไป
- โรงงานปิโตรเคมี: ทุกขนาดที่มีกระบวนการเผาไหม้
- โรงกลั่นน้ำมัน: ครอบคลุมทุกยูนิตที่ระบายมลพิษ
- โรงแยกก๊าซธรรมชาติ:
- โรงงานเหล็กและเหล็กกล้า: ที่มีเตาหลอมหรือเตาเผาขนาดใหญ่
- โรงงานผลิตปูนซีเมนต์: เฉพาะส่วนของเตาเผา (Kiln)
- โรงงานผลิตกระดาษ: ที่มีกำลังผลิตสูงตามเกณฑ์
- โรงงานผลิตแก้วและกระจก: ที่ใช้เตาหลอม
- เตาเผาขยะ: ทั้งขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรม
- โรงงานหลอมตะกั่ว:
- โรงงานหลอมทองแดง:
- โรงงานกรดกำมะถัน:
เส้นตายที่ต้องรู้: 2567 ถึง 2569
- 9 มิถุนายน 2567: คือเส้นตายสุดท้ายที่โรงงานเดิม (ที่ตั้งก่อนปี 2565) ต้องดำเนินการติดตั้งและเชื่อมต่อข้อมูลออนไลน์กับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (DIW)
- ปี 2568-2569: จะเริ่มมีการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมุ่งเน้นไปที่โรงงานที่มีศักยภาพในการปล่อยฝุ่น PM2.5 แม้จะเป็นโรงงานขนาดกลางก็ตาม
- การรายงานผล: ข้อมูลจาก CEMS ต้องถูกส่งไปยังระบบ POMS ตลอด 24 ชั่วโมง โดยห้ามมีข้อมูลขาดหายเกิน 20% ในแต่ละวัน
มาตรฐานการตรวจวัดที่ยอมรับ
เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งไปยังภาครัฐมีความน่าเชื่อถือ กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนดให้เครื่องมือวัดต้องผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง (Certification) ตามมาตรฐาน: - US EPA Performance Specifications: เช่น PS 2 (NOx/SO2), PS 3 (O2/CO2), PS 4 (CO) และ PS 11 (Dust) - การทวนสอบประจำปี (RATA): ต้องดำเนินการโดยบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตและใช้วิธีการอ้างอิง (Reference Method) ที่ถูกต้อง